x
x

คิดไม่ถึง ว่าจะคิดถึง... รุย ฟาเรีย

โชเซ่ มูรินโญ่ อาจจะชูสามนิ้วประกาศศักดาว่า ข้าคนเดียวเคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกถึงสามสมัย มากกว่าอีก 19 กุนซือร่วมลีกได้รวมกัน แต่ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" คงมิอาจหลบลี้หนีความจริงได้ว่า สโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทฤดูกาล 2018/19 ได้ย่ำแย่ที่สุด
    ครั้งล่าสุดที่ ยูไนเต็ด ปราชัยถึงสองจากสามนัดแรก คุณต้องย้อนกลับไปถึงฤดูกาล 1992/93 โน่นทีเดียว แต่ครั้งกระโน้น พ่อใหญ่อย่างอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในวันที่ยังไม่ประดับยศท่านเซอร์ สามารถตบให้สถานกาารณ์เข้ารูปเข้ารอย กระทั่งสามารถคว้าแชมป์ไปครองในบั้นปลาย

    มูรินโญ่ ไม่ใช่ เฟอร์กูสัน และปัญหาของ ยูไนเต็ด ที่เห็นชัดเจนคือเกมรับ เมื่อเจอคู่แข่งที่จู่โจมด้วยความเร็ว กองหลังทั้งแผงก็จะย้วยไปมาพร้อมปล่อยให้คู่แข่งเข้าไปกะซวกตาข่ายได้ทุกเมื่อ

    ไม่น่าเชื่อว่า เพียงสามนัดแรก พลพรรค "ปีศาจแดง" กล้าๆ โดนเจาะไปแล้วถึงเจ็ดลูก

    และยิ่งไม่น่าเชื่อ เมื่อมองถึงตัวกุนซืออย่าง มูรินโญ่ ที่ถือว่าเป็นเจ้าพ่อเกมรับ


    เฉพาะอย่างยิ่ง การโดนคลับไก่ถลุง 3-0 จนทำให้ มูรินโญ่ ประสบกับความพ่ายแพ้คาบ้านที่ย่อยยับที่สุดในชีวิตผู้จัดการทีม ก่อนแก้ตัวได้ด้วยการบุกอัด เบิร์นลี่ย์ 2-0

    หนล่าสุดที่ ยูไนเต็ด ถูกทะลวงเจ็ดประตูจากสามไฟต์แรก คุณต้องนั่งไทม์แมชีนย้อนกลับไปถึงปี 1969 นู่นเทียว ในสมัยที่ วิลฟ์ แม็คกินเนสส์รับ

 

    อันที่จริง มีสัญญาณบ่งบอกมาตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นซีซั่นแล้วว่า กุนซือโปรตุกีส ยากที่จะหนีพ้นอาถรรพ์ฤดูกาลที่สามที่ตามหลอนเขามาตลอด เมื่อฯพณฯ ทั่น เอ๊ด วู้ดเวิร์ด และคณะ ไม่ยอมเปิดไฟเขียวให้ซื้อกองหลังมาเสริมทัพ

    ซ้ำร้าย ยังมีเรื่องสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยราบรื่นกับ ปอล ป็อกบา และเอเย่นต์ตัวแสบมากวนใจอีก

    มูรินโญ่ จึงถูกคาดหมายว่า คงไม่สามารถพาตัวเองผ่านฤดูกาลที่สามใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้ เฉกเช่นเดียวกับตอนที่อยู่ เชลซี สองรอบ รวมถึงที่ เรอัล มาดริด

    จริงๆ ตอนที่อยู่กับ "ราชันชุดขาว" ครบสามปี เขาถูกบันทึกว่าเป็นกุนซือที่อยู่กับสโมสรเนิ่นนานสุดเป็นลำดับสองในรอบ 25 ปีด้วยนะครับ

    แต่สุดท้าย มันก็แค่สามปี


    เช่นเดียวกับที่ "เดอะ บริดจ์" ของ เชลซี ซึ่งความสัมพันธ์ของเขากับ "เสี่ยหมี" โรมัน อบราโมวิช ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนรถไฟเหาะตีลังกา

    ใครหลายคนสังเกตเห็นว่า พักหลัง มูรินโญ่ ช่างดูสิ้นหวัง เวิ้งว้าง และหว่าเว้ ไม่เหลือคราบไคลของ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" เลย  

คิดไม่ถึง ว่าจะคิดถึง... รุย ฟาเรีย
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษากายของเขาที่แสดงให้เราเห็นในฤดูกาลนี้

    ผมเชื่อว่า มูรินโญ่ คงคิดถึงอดีตมือขวาของเขาไม่น้อย

    เรากำลังพูดถึงผู้ชายชื่อ รุย ฟาเรีย

    นี่คือครั้งแรกในชีวิตกุนซือของเขา ที่ต้องเริ่มต้นฤดูกาลโดยปราศจากเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจอย่าง ฟาเรีย ซึ่งอำลาไปโดยไม่ทิ้งเหตุผลที่ชัดเจนไว้

    โค้ชหนุ่มวัย 43 คือคนที่ มูรินโญ่ เชื่อมั่น และไว้วางใจมาก


    เขาเคยยกให้ ฟาเรีย เป็นซูเปอร์มือขวาที่เหนือกว่าศิษย์ทุกคนที่เคยถ่ายทอดวิชาให้ ไม่ว่าจะเป็น เบรนแดน ร็อดเจอร์, ไอตอร์ การานก้า หรือ กระทั่ง อันเดร วิลลาช-โบอาช

    ฟาเรีย คือคนที่อยู่ข้างกาย มูรินโญ่ มาเกือบสองทศวรรษ ไล่ตั้งแต่ที่ เอฟซี ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน และ เรอัล มาดริด กระทั่ง โอลด์แทร็ฟฟอร์ด ในสองปีแรก

    จากคู่หูที่ไม่มีใครรู้จักที่ เลยเรีย เมื่อปี 2001 ดูโอ มูรินโญ่-ฟาเรีย ช่วยกันพา ปอร์โต้ ผงาดคว้า ยูฟ่า คัพ เมื่อปี 2002 ด้วยชัยชนะเหนือ กลาสโกว์ เซลติก ในห้วงเวลาแค่ 18 เดือน


 
    ปีต่อมา ทั้งคู่กลายเป็น "จ้าวยุโรป" ด้วยกัน เมื่อนำ ปอร์โต้ ครองบัลลังก์แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนโยกย้ายสู่เแดนผู้ดี แล้วช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์นำ เชลซี เป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 50 ปี

    ยาม มูรินโญ่ ไม่พอใจการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน อดีตมือขวาของเขาที่อายุ 43 ปีหรือน้อยกว่าหนึ่งรอบ ก็พร้อมลุกขึ้นมาโวยวายแทนให้

    หรือแม้แต่ตอนนายใหญ่หมดมู้ดที่จะเผชิญหน้าสื่อหลังเกม ฟาเรีย ก็สามารถทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนได้เช่นกัน


    เขาเคยคุมซ้อมแทน มูรินโญ่ บ่อยๆ หรือกระทั่งนั่งสั่งการคุมทีมแทนได้ ยามกุนซือโปรตุกีสไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้

    เราเคยเห็น มูรินโญ่ ที่ถูกลงโทษแบนห้ามคุมทีมข้างสนาม แอบส่งโน๊ตให้ ฟาเรีย ไปถ่ายทอดต่อมาแล้ว

    แหล่งข่าวคอนเฟิร์มว่า ทั้งสองคนไม่ได้มีประเด็นขัดแย้งอะไรกัน และทุกวันนี้ ฟาเรีย ยังคงโทรคุยกับนายเก่าที่เขาเคยร่วมหัวจมท้ายนานกว่า 18 ปีเสมอๆ


    ผมเชื่อว่า มูรินโญ่ ก็คงสไลด์จอมือถือแล้วกดโทรหาลูกน้องเก่าบ่อยๆ เหมือนกัน
 
    ชีวิตของ มูรินโญ่ ไม่ง่ายเลยนะครับ ทุกวันนี้ เขายังคงพักในห้องสี่เหลี่ยมที่ ลาวรี่ โฮเท็ล ใน แมนเชสเตอร์ โดยไม่ยอมซื้อบ้าน เพราะครอบครัวยังคงปักหลักที่ลอนดอน

    "มันสำคัญที่คุณต้องมีเพื่อนรอบๆ ตัว" เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปีที่แล้ว "ถ้าผมอยากประชุมด่วน รุยจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ เขาอยู่ห่างไปแค่สองนาที เราทานอาหารค่ำด้วยกันเกือบทุกวัน ผู้ช่วยผมพักอยู่ตึกเดียวกันหมด ห่างจากที่ผมพักไปราวสองนาทีเท่านั้น"


    ทว่า ณ วันนี้ ฟาเรีย กำลังใช้เวลากับครอบครัวที่พักในมหานครลอนดอน และเหมือนจะรอเวลากระโจนเข้าสู่วงการผู้จัดการทีมเต็มตัวในช่วงเวลาที่เหมาะสม

    ส่วน มูรินโญ่ ช่างแลดูเปล่าเปลี่ยว ทั้งๆ ที่ทางสโมสรแต่งตั้งทีมงานใหม่มาช่วยงานถึงสามหน่อ อันประกอบด้วย ไมเคิ่ล คาร์ริค, คีแรน แม็คเคนน่า และ สเตฟาโน่ ราเป็ตติ


    จากสิ่งที่เห็นในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ แม้แต่ตัวเขาเองก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่า จะคิดถึง ฟาเรีย ปานนี้

    ไม่รู้ว่า ระหว่างบทสนทนา มูรินโญ่ จะมีประโยคชักชวนให้ ฟาเรีย กลับมาหรือเปล่านะครับ

     แต่ที่แน่ๆ ชีวิตก็คงต้องดำเนินต่อไป


 
    ยอดกุนซืออย่าง ไบรอัน คลัฟ เคยเป๋ไป เมื่อไร้เพื่อนคู่คิดอย่าง ปีเตอร์ เทย์เลอร์

    เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็มีสะท้ายกีบการเสียมือขวา ไล่ตั้งแต่ ไบรอัน คิดด์, คาร์ลอส เคยรอช หรือ ไมค์ ฟีแลน

    มูรินโญ่ มี คาร์ริค อดีตยอดกองกลางของวงการลูกหนังอังกฤษ, มี แม็คเคนน่า ที่มีผลงานพาทีมเยาวชนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกนอร์เธิร์น และมีราเป็ตติ ที่สั่งนำเข้าจากอิตาลี

    เพียงแต่การเชื่อมสัมพันธ์ให้ไปถึงจุดที่มองตาก็รู้ใจแบบ ฟาเรีย มันคงต้องใช้เวลาสักพัก


    อย่างไรก็ดี สามโค้ชหนุ่มที่แต่งตั้งขึ้น ใช่ว่าจะไม่มีบทบาทอะไรในทีมเลยนะครับ

    พวกเขาคลุกคลีกับนักเตะมาตลอดตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น และมีบทบาทมิใช่น้อยกับสไตล์การเล่นของ ยูไนเต็ด ที่ดูดีต่อใจแฟนผีมากขึ้น

     โรเมลู ลูกากู ยืนยันเรื่องนี้ได้ดี

    "เราคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราต้องเล่นแบบ ยูไนเต็ด ในทุกๆ นัด รวมถึงเกมกับ สเปอร์ส เราก็พยายามเช่นกัน" ดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยม เอ่ยไว้หลังจบเกมทุบ เบิร์นลี่ย์ "แฟนๆ จะได้เห็นอีกด้านที่แตกต่างของเรา"


    "ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้น มาจากการทำงานของเราในช่วงที่ผ่านมา เราเน้นการผ่านบอลเร็ว วิ่งสอดหาช่อง และอีกหลายๆ อย่างเพื่อสร้างสรรค์โอกาส"

    "เมื่อคุณสร้างโอกาสได้ เรารู้ว่า เราจะยิงได้ เราตั้งรับกันได้ดี เราพยายามวิ่งบี้คู่แข่ง แฟนๆ ต้องการเห็นมัน และเราก็พยายามจะจัดให้"

    หากไม่อคติเกินไป ผมเชื่อว่า คุณจะเห็นแนวทางการเล่นของ "ปีศาจแดง" ที่ถูกใจแฟนบอลมากขึ้น
 
    ทั้งไล่ล่าบอล, ออกบอลเร็วขึ้น, วิ่งสอดส่ายหาช่อง และสร้างโอกาสได้มากกว่าเดิม


    พวกเขาพยายามฮึดจากความพ่ายแพ้ต่อ ไบรท์ตัน ในอีกแปดวันถัดมาที่ดวล สเปอร์ส ซึ่งผลงานในช่วง 45 นาทีแรก ถือว่าน่าพอใจ ก่อนที่ความผิดพลาดที่ตัวบุคคลจะทำพัง

    โอเค ผลการแข่งขันไม่เป็นใจ แต่ดูจะได้ใจแฟนๆ ที่พร้อมตะโกนเชียร์แบบสุดใจขาดดิ้น

    ความพ่ายแพ้ต่อ ไบรท์ตัน เจ็บปวด แต่ทีมงานโค้ชไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขายิ่งทำงานหนักกับนักเตะ

    เกมกับ เบิร์นลี่ย์ กับ สเปอร์ส พวกเขาถูกบันทึกว่า สร้างโอกาสลุ้นประตูรวมถึง 43 ครั้ง หลังจากที่ทำได้แค่ 17 หนในนัดเจอกับ เลสเตอร์ และ ไบรท์ตัน


    อาจไม่ถูกต้องนักหากจะโยนความดีความชอบให้กับ คาร์ริค, แม็คเคนน่า และ ราเป็ตติ เพราะ มูรินโญ่ ในฐานะกุนซือใหญ่ คือคนที่รับผิดชอบสูงสุด และจัดสรรการซักซ้อมทุกมื้อ

    แต่คุณคงปฏิเสธไม่ได้ว่า โค้ชไฟแรงทั้งสาม เริ่มมีอิทธิพลในทีมมากขึ้นเรื่อยๆ

    ครับ, มันคงต้องใช้เวลาสักพัก

    กระนั้น วัดจากสัญญาณที่ปรากฏออกมา ณ ตอนนี้ ถือว่า ยูไนเต็ด น่าจะกำลังมาถูกทางครับ