x
x

10 สุดยอดทีมชาติในตำนาน

10. ฝรั่งเศส 1982 - 1986

ความยิ่งใหญ่ของทีมชาติฝรั่งเศสภายใต้การนำทีมของมิเชล พลาตินี มีจุดเริ่มต้นในฟุตบอลโลก 1982 ที่พวกเขาไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่จะแพ้เยอรมันตะวันตกจากการดวลจุดโทษ จากนั้นอีกสองปี พลาตินีก็ได้สมหวังกับการชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลยูโร 1984 ด้วยการคว่ำสเปนในรอบชิงและเอาชนะได้ทุกนัดในทัวร์นาเมนต์นั้น

ส่วนในฟุตบอลโลก 1986 พวกเขาก็ไปได้ถึงรอบตัดเชือกอีกครั้ง ก่อนที่จะช้ำใจเพราะเยอรมันตะวันตกเช่นเคย ส่งผลให้ชาวฝรั่งเศสต้องรอคอยอีกถึง 12 ปี กว่าพวกเขาจะได้แชมป์เวิลด์คัพมาครองในปี 1998

 

9. อิตาลี 1982

อิตาลีที่ไปถึงแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1982 อาจไม่ใช่ทีมที่ได้รับการยอมรับในด้านการเล่นที่สวยงาม แต่ถ้าพูดถึงเกมรับที่แข็งแกร่งและทีมเวิร์คที่ยอดเยี่ยมแล้ว นั่นคือปัจจัยที่ทำให้พลพรรคอัซซูรีได้ครองแชมป์โลกเป็นสมัยที่สามในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว

ก่อนหน้านั้น 2 ปี อิตาลีต้องเจอคดีล็อคผลการแข่งขันที่รู้จักกันในชื่อ "โตโตเนโร" แต่เมื่อถึงทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดาวเคราะห์ดวงนี้ ขุนพลแดนมะกะโรนีก็ไปได้ถึงฝั่งฝัน แต่น่าเสียดายที่ความสำเร็จดังกล่าวของพวกเขา ต้องกลับกลายเป็นความน่าอับอายในอีก 2 ปีถัดมา เมื่ออิตาลีไม่ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปเมื่อปี 1984

 

8. อาร์เจนตินา 1986 - 1990

4 ปึหลังจากที่อิตาลีประสบความสำเร็จ ทัวร์นาเมนต์ที่เม็กซิโกก็กลายเป็นเวทีของอัจฉริยะลูกหนังโลกอย่างดิเอโก้ มาราโดนา อาร์เจนตินาอาจไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในทัวร์นาเมนต์นั้น แต่พรสวรรค์พระเจ้าประทานของเสือเตี้ยก็ทำให้ขุนพลฟ้าขาวไปถึงจุดสุดยอดของวงการฟุตบอลระดับชาติได้สำเร็จ

อาร์เจนตินาไปถึงรอบชิงอีกครั้งในฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี คราวนี้มาราโดนาเจอโลธาร์ มัทเธอุส ประกบตาย ก่อนจะพ่ายไปแบบสุดช้ำ 1-0 และภาพการหลั่งน้ำตาของนักเตะหมายเลข 10 ตลอดกาลคนนี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งช็อตความทรงจำในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

 

7. ฮังการี 1950 - 1956

ในประเทศฮังการี พวกเขาถูกขนานนามว่า The Golden Team ขณะที่ประเทศอื่นๆ ล้วนเรียกพวกเขาในนาม Magical Magyars ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าทีมชาติภายใต้การนำของเฟเรนซ์ ปุสกัสยอดเยี่ยมขนาดไหน

ทัพเเม็กยาร์เคยปราบอังกฤษได้ 6-3 ที่เวมบลีย์เมื่อปี 1953 ก่อนที่จะมาย้ำแค้นอีกครั้งด้วยสกอร์ 7-1 ที่บูดาเปสต์ในปีถัดมา ส่วนในฟุตบอลโลก 1954 พวกเขาไล่ถล่มทีมที่เข้าร่วมแข่งขันทีมแล้วทีมเล่า รวมถึงทีมชาติบราซิลและอุรุกวัย ก่อนที่จะไปชิงกับเยอรมันตะวันตก ที่พวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดายด้วยสกอร์ 3-2 ทั้งที่ออกนำไปก่อนถึงสองประตู

ในช่วงเวลา 6 ปี ระหว่าง 1950-56 ฮังการีพ่ายไปเพียง 50 นัดเท่านั้น ก่อนที่ทีมจะแตกไปเพราะเหตุการณ์วุ่นวายในประเทศ ส่งผลให้พวกเขาเป็นอีกหนึ่งทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลที่ไปไม่ถึงแชมป์ฟุตบอลโลก

 

6. ฮอลแลนด์ 1974 - 1978

กังหันสีส้มที่มีโยฮัน ครัฟฟ์ เป็นศูนย์กลางในยุค 70s มีนิยามความยอดเยี่ยมของพวกเขาเอาไว้ด้วยคำว่า โททัล ฟุตบอล ด้วยทักษะของนักเตะแต่ละรายที่เลิศล้ำ และระบบการเล่นที่ทดแทนกันได้ทุกตำแหน่ง รวมถึงเป็นหมุดหมายที่ทำให้ฮอลแลนด์มีที่ยืนในวงการฟุตบอลแบบมั่นคงนับแต่วันนั้น

อย่างไรก็ดี แม้พวกเขาจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนบอลด้วยเกมรุกที่หวือหวา แต่น่าเสียดายที่นี่เป็นอีกหนึ่งทีมที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ทั้งในปี 1974 และ 1978 ต่อเยอรมันตะวันตก และอาร์เจนตินา ตามลำดับ ในขณะที่ยูโร 1976 พวกเขาทำได้เพียงอันดับสามเท่านั้น

 

5. ฝรั่งเศส 1998 - 2000

ซีเนดีน ซีดานและพรรคพวกสานต่อสิ่งที่พวกรุ่นพี่ในยุคมิเชล พลาตินี ทำไม่สำเร็จได้ในปี 1998 ที่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่สุดในโลกวนเวียนมาจัดที่แดนน้ำหอม ก่อนที่ทัพเลอเบลอส์จะเอาชนะโครเอเชียได้ในรอบรองชนะเลิศ และต้อนบราซิลของโรนัลโด้ไป 3-0 ในรอบชิงชนะเลิศ

จากนั้นอีกสองปี ฝรั่งเศสก็ฉลองความยิ่งใหญ่ของตัวเองได้อีกรายการ เมื่อพวกเขาปราบอิตาลีได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ด้วยประตูโกลเดนโกลของดาวิด เทรเซเกต์ ทำให้พวกเขาคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ถึงสองรายการติดต่อกัน

 

4. เยอรมันตะวันตก 1970 - 1976

เหตุผลที่ฮอลแลนด์ไม่สามารถไปถึงอันดับหนึ่งของโลกในปี 1974 นั่นคือพวกเขามีกำแพงอย่างเยอรมันตะวันตกภายใต้การนำของฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์คอยขวางทางอยู่เต็มๆ แม้จะนำไปก่อน 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 2 แต่จิตใจที่ฮึกเหิมและแข็งแกร่งของทีมอินทรีเหล็กก็ทำให้พวกเขาพลิกเกมกลับ มาได้แชมป์ในที่สุด

เยอรมันตะวันตกในช่วง 1970-1976 ไปได้ถึงอย่างน้อยๆ รอบรองชนะเลิศในทุกทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่พวกเขาเข้าแข่งขัน คว้าแชมป์ได้ในยูโร 1972 และ ฟุตบอลโลก 1976 พร้อมสถาปนาให้ เบ็คเคนบาวเออร์ กลายเป็น "ไกเซอร์" ที่เป็นไอคอนของนักฟุตบอลในตำแหน่งลิเบอโรไปตลอดกาล
 

3. บราซิล 1958 - 1962

การเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสองสมัยติดต่อกันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการจะไปได้ถึงระดับนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนักเตะระดับตำนานอย่างน้อยหนึ่งรายคอยนำทีม แต่โชคดีเหลือเกินที่บราซิลนั้นมีถึงสอง

ในปี 1958 เปเลวัย 17 ปี ฉายแสงเจิดจรัสพร้อมพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่สวีเดน ก่อนที่อีก 4 ปีถัดมา เขาจะได้รับบาดเจ็บจนแทบไม่มีส่วนร่วมกับการแข่งขันที่ชิลี

อย่างไรก็ดี นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไรมากมายนัก เมื่อบราซิลยังมีการินชาที่พาทีมแซมบ้าคว้าแชมป์เวิลด์คัพ 1962 มาครองได้สำเร็จ

 

2. สเปน 2008 - 2012

จากทีม "หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม" ในอดีต สเปนยุคทองกลายเป็นสโมสรอันดับหนึ่งของโลกด้วยการเล่นแบบ "ติกิ-ตาก้า" และคว้าแชมป์ได้ทั้งสามทัวร์นาเมนต์สำคัญ ไล่ตั้งแต่ ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 และ ยูโร 2012 ได้แบบไร้เทียมทาน

นี่คือทีมที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ไปแล้วหลายอย่าง อาทิ เป็นทีมแรกที่ได้แชมป์สามทัวร์นาเมนต์ใหญ่ติดต่อกัน, เป็นทีมแรกในยุโรปที่คว้าแชมป์นอกทวีปของตัวเอง และพวกเขากำลังรอจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้งที่บราซิลในปีหน้า รวมถึงยังมีลุ้นที่จะสานต่อความสำเร็จไปอีกยาวนาน หากพิจารณาจากขุมกำลังรุ่นเยาว์ที่มีอยู่

 

1. บราซิล 1970

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่สเปนในยุคปัจจุบันเทียบชั้นกับบราซิล 1970 ไม่ได้ สิ่งนั้นคือความคลาสสิคในหน้าประวัติศาสตร์ บราซิลปี 1970 ถูกถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์เป็นภาพสี มีลีลาของเปเล่ที่ถือเป็นยอดนักเตะตลอดกาลคนหนึ่งของโลก รวมถึงแจร์ซินโญที่ทำประตูได้ในทุกเกมที่ลงแข่งขัน

แซมบ้า 1970 คือความเหนือชั้นในไล่ถล่มคู่แข่งทุกทีมแบบไม่ไว้หน้า และสร้างพิมพ์เขียวให้บราซิลกลายเป็นอันดับหนึ่งในวงการฟุตบอลนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา