x
x

10 สิ่งที่แฟนผีแดงต้องจดจำกับการอำลาทีมของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

          จะเรียกว่าเป็นข่าวช็อกวงการลูกหนังก็ไม่เชิงกับการอำลาตำแหน่งเก้าอี้นายใหญ่หลังเสร็จสิ้นฤดูกาล 2012-2013 ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir alex Ferguson) ผู้จัดการทีมสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วัย 71 ปี ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีคสมัยล่าสุด เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวคราวออกมาเป็นระยะ ๆ อยู่แล้วว่าเขาตั้งใจจะยุติเส้นทางตำแหน่งจัดการไว้เพียงแค่นี้ หลังประสบความสำเร็จในการคุมทีมมาตลอด 27 ปี กับทีมปีศาจแดง

          แน่นอนว่าต่อจากนี้ไปสาวกปีศาจแดงนับล้านคนทั่วโลกจะต้องคิดถึงชายคนนี้อย่างแน่นอน เมื่อจะไม่ได้เห็นภาพเขาคุมทีมอยู่ข้างสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกต่อไป ดังนั้นวันนี้เราเลยนำสิ่งที่จะทำให้เราคิดถึง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จากเว็บไซต์เดลิเมล  มาเผยให้แฟน ๆ ได้ทราบ เพื่อเป็นการย้อนรำลึกถึงสิ่งที่เขาเคยทำให้สโมสรตลอดมา และจะเป็นที่จดจำตลอดไป...

          1. เขาคือนาฬิกาปลุกสำหรับผู้ตัดสิน

          เป็นภาพที่เรามักได้เห็นกันเป็นประจำ เมื่อถึงช่วงที่เวลาการแข่งขันใกล้จะสิ้นสุดลง เซอร์ อเล็กซ์ มักก้ม ๆ เงย ๆ จ้องมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองอยู่เป็นระยะ ๆ หากทีมของเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ก็จะคอยเตือนทั้งผู้ตัดสินในสนามและผู้ตัดสินที่อยู่ข้างสนามว่าให้เป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขันได้แล้ว ในทางกลับกันหากเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แล้วระหว่างการแข่งขันมีจังหวะเป่าหยุดเกมหลายครั้ง เขาก็จะบอกผู้ตัดสินให้ทดเวลาบาดเจ็บออกไปด้วย ส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้นก็เป็นเรื่องของดุลยพินิจของผู้ตัดสิน แต่เขาจะพยายามทุกอย่างเพื่อให้ทีมมีโอกาสกลับสู่เกมจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายให้ได้ 

          ซึ่งคนที่ติดตามดูผลงานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นประจำจะทราบกันดีว่า ช่วงทดเวลาบาดเจ็บหลาย ๆ ครั้ง คือ "ช่วงนาทีทอง" ของทีม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในปี 1999 ที่สโมสรคว้าทริปเปิลแชมป์มาครอง แมทช์ที่เจอกับบาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนลีค ขณะที่เป็นฝ่ายตามหลังอยู่ 0-1 และเข้าสู่ช่วงทดเวลาแล้ว เท็ดดี้ เชอริงแฮม ก็มาซัดประตูตีเสมอ ก่อนที่ไม่กี่นาทีถัดมา โอเล่ กุนน่า โซลชา จะส่งบอลเข้าตาข่ายเป็นประตูชัยสุดล้ำค่าให้ทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

          2. เอกลักษณ์ประจำตัวของเขา

          ใครที่ติดตามการถ่ายทอดเกมการแข่งขันทางทีวีเป็นประจำ น่าจะสังเกตเห็นเซอร์ อเล็กซ์ เคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ตลอดเวลาในขณะคุมทีมอยู่ข้างสนาม ไม่ว่ากล้องจะแพนจับมาที่เขาเมื่อไหร่ ก็จะเห็นชายคนนี้เคี้ยวหมากฝรั่งเสมอจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปซะแล้ว 

          นอกจากนี้เรามักเห็นเขาสวมจั๊มเปอร์สีดำของสโมสรกับหมวกบินี่สีแดงที่มีตราสัญลักษณ์ทีมชาติเวลส์คุมลูกทีมในสนามซ้อมเสมอ (อ้อ หมวกใบนี้เขาไปแอบจิ๊กมาจากไรอัน กิ๊กส์ เมื่อปี 1996 และไม่มีทีท่าว่าจะคืนด้วย) ส่วนในยามที่นำลูกทีมแข่งในสนาม เขาจะสวมโค้ทสีดำคุมทีมอยู่ข้างสนามบ่อย ๆ ครั้ง

          3. ปล่อยวาทะเด็ด ๆ ออกมาอยู่เสมอ

          ใคร ๆ ก็รู้ถึงฤทธิ์เด็ดวาจาของป๋ากันดีอยู่แล้วว่า ฟังแล้วบาดจิตบาดใจแค่ไหน หากได้มีปัญหาปะทะคารมเมื่อไหร่เป็นต้องเจอสวนกลับแน่ ทว่าในอีกมุมหนึ่งเขาเองก็มีคำพูดเจ๋ง ๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เช่น เมื่อปี 1986 ที่เขาเข้ามารับหน้าที่คุมทีมใหม่ ๆ เขาบอกว่า "ผมจะเข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด และสอยลิเวอร์พูลลงจากบังลังก์ให้ได้" หรือตอนที่เหน็บ เดนนิส ไวส์ อดีตกองกลางของสโมสรเชลซีว่า "บ้านของเขา (เดนนิส) จะไม่มีถ้วยหรือเหรียญรางวัลประดับตกแต่งอยู่ที่บ้าน"

          4. พลังของไดร์เป่าผม

          แน่นอนว่าสิ่งที่ขึ้นชื่อลือชาของผู้จัดการรายนี้ที่ทุกคนต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่า "พลังของไดร์เป่าผม" (The Hair-Dryer) จากเซอร์ อเล็กซ์ นั้นรุนแรงขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมของคู่แข่ง, กรรมการ, นักข่าว หรือกระทั่งลูกน้องของตัวเอง ต่างเจอพายุความเกรี้ยวกราดของเขาโหมกระหน่ำกันมาแล้วทั้งนั้น

          เซอร์ อเล็กซ์ เคยกล่าวไว้ว่า "ผมเป็นคนเปิดเผยและมีอารมณ์ร่วมกับเกมการแข่งขันอยู่เสมอ ถึงแม้บางครั้งอาจดูโมโหรุนแรงไปบ้าง แต่ผมไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร" 

          5. มีปัญหาผิดใจกับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง

          ไม่รู้ว่าทำไมผู้จัดการทีมหน้าตาใจดี๊ ดี คนนี้ถึงได้มีศัตรู (ในวงการฟุตบอล) กับเขาไปทั่ว ถ้าในลีคเดียวกันที่ปะทะคารมใส่กันเป็นประจำก็เห็นจะมี อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล (หลัง ๆ ญาติดีกันแล้ว) และ ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมเชลซี (อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล) ที่มักมีประเด็นให้สาดน้ำลายใส่กันบ่อย ๆ รวมไปถึงผู้เล่นจากทีมอื่น ๆ อีกมาก

          ที่สำคัญ...กระทั่งนักเตะในสังกัดของตัวเองก็ไม่เว้นเช่นกัน เช่น กรณีที่เป็นเรื่องอื้อฉาวตอนที่เขาเตะรองเท้าสตั๊ดไปโดนหางคิ้ว เดวิด เบ็คแฮม ซึ่งขณะนั้นยังเล่นให้กับทีมอยู่ โดยภายหลังเขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ หรือกรณีที่ ยาป สตัม อดีตกองหลังปราการสำคัญของทีม ที่เคยนำเรื่องราวตอนที่มีปัญหากับตัวเขาในสนามซ้อมไปแฉในพ็อกเก็ตบุ๊ก จนวันหนึ่งเซอร์ อเล็กซ์ เดินตามเข้าไปในรถแล้วบอกเขาว่า ต้องไปจากทีมได้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ยาป สตัม ก็ถูกขายให้กับสโมสรลาซิโอ

          6. "คุณไม่มีวันพาทีมคว้าแชมป์อะไรได้ ด้วยฝีเท้าของเด็ก ๆ พวกนี้"

          วลีเด็ดยอดฮิตที่ อลัน แฮนเซ่น หลุดปากพูดออกมาดูถูกทีมชุดยุค 90 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ฤดูกาล 1995-1996) ที่ทำให้เจ้าตัวต้องหน้าแหก หงายเงิบไปเลย เพราะหลังจากนั้นทีมเด็ก ๆ ชุดนี้ (ประกอบไปด้วย ไรอัน กิ๊กส์, นิกกี้ บัตต์, เดวิด เบ็คแฮม, แกรี่ เนวิลล์, ฟิล เนวิลล์ และพอล สโคลส์) ก็จัดการพาทีมเถลิงแชมป์พรีเมียร์ ลีคได้สำเร็จ และก่อนที่เขาจะประกาศวางมือในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวก็ดึงตัวคว้าผู้เล่นดาวรุ่งเข้ามาในทีมมากมาย เพื่อวางอนาคตให้กับทีมเอาไว้แล้ว

          7. การดูแลที่ยอดเยี่ยมตอบแทนด้วยความภักดี

          ถึงแม้ภายนอกของเซอร์ อเล็กซ์ อาจดูเข้มงวดกับผู้เล่นของตัวเอง แต่เวลาที่นักเตะต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันหรือปัญหาต่าง ๆ เขาคือ "พ่อ" ที่พร้อมจะออกมากางแขนปกป้องลูกทีมของเขาเสมอ และบรรดานักเตะต่างก็ซาบซึ่งในบุญคุณของเขาเป็นอย่างดี จนมอบความภักดี ประกาศตัวขอเป็นเด็กผีจนวันตาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็คือ ไรอัน กิ๊กส์ และ พอล สโคลส์ สองนักเตะรุ่นเก๋าที่ยังคงใส่เสื้อตราสโมสรปีศาจแดงอยู่จนกระทั่งวันนี้ (แต่พอล สโคลส์ น่าจะอำลาทีมแน่นอนแล้วหลังจบฤดูกาล) ดังนั้น คงไม่ต้องอธิบายว่าทำไมนักเตะหลาย ๆ คน ถึงพร้อมเล่นถวายหัว ตราบใดที่มีชายชื่อเซอร์ อเล็กซ์ เฟอกูสัน กุมบังเหียนอยู่

          8. เฉลิมฉลองอย่างสุดเหวี่ยง

          ไม่เพียงแต่เวลาฉุนเฉียวที่เขามักแสดงอารมณ์ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่เวลาที่ทีมได้ประตูหรือเป็นฝ่ายกำชัยชนะหลังสิ้นเสียงนกหวีด นายใหญ่คนนี้จะกระโดดโลดเต้น ดีใจเหมือนเด็ก ๆ ไม่มีผิด เรียกว่าดีใจจนลืมอายุไปเลยทีเดียว

          9. ปลุกปั้นนักเตะจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์


          นักเตะที่มีพรสวรรค์ แต่หากขาดการขัดเกลาที่ดีจากผู้จัดการทีม ก็อาจเป็นเพียงแค่เพชรที่อยู่ในโคลนตมเท่านั้น ซึ่งเซอร์ อเล็กซ์ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมานักต่อนักแล้วว่าเขาเชี่ยวชาญในการปั้นนักเตะขนาดไหน เช่น คันโตน่าหรือโรนัลโด้ รวมไปถึงสายตาอันเฉียบคมในการดึงตัวนักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีมด้วย อย่างล่าสุดก็ ฟาน เพอซี่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว นักเตะหมายเลข 20 คนนี้ก็พาทีมเถลิงแชม์ได้ในที่สุด

          10. พาทีมคว้าถ้วยรางวัลมากมาย

          ถ้วยรางวัลแชมป์พรีเมียร์ ลีค 13 สมัย, แชมเปี้ยน ลีค 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 5 สมัย และลีค คัพ 5 สมัย คือผลงานชิ้นโบแดงที่พิสูจน์ความสามารถของกุนซือสมองเพชรรายนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องมีคำพูดอธิบายอะไรให้ยืดยาว แม้กระทั่งคนที่ไม่ใช่แฟนทีมปีศาจแดง ก็ยังต้องยอมสรรเสริญให้กับความยิ่งใหญ่ของเขาจริง ๆ