x
x

ตอนที่3.. ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น...จากรปภ.สู่พ่อค้ากำปั้น

ด้วยความที่ "เจ้าตั้ม" หรือ "เจ้าแหลม"ต้องการลบคำสบประมาทจากผู้ใหญ่ที่กีดกันความรักในวัยเรียน แชมป์โลกจากศรีสะเกษ ตัดสินใจหิ้วกระเป๋าหอบข้าวของเข้ากรุงเทพกันโดยลำพัง 2 คนกับแฟนสาว "น้องเก๋"พัชรีวรรณ กัณหา ด้วยวัยเพียง 15 ปีกว่าๆ เด็กน้อยจากบ้านนอกที่ต้องมาเผชิญโลกกว้างอยู่ในเมืองกรุงทำให้วิถีชีวิตของคู่รักนี้พบเจอแต่ความลำบาก

จากความรักที่ทั้งคู่มีให้กันนั้น "เจ้าแหลม"ต้องการที่จะดูแลแฟนสาวให้อยู่อย่างสุขสบาย จึงตัดสินใจให้แฟนสาวพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักย่านบางนาเฉยๆโดยไม่ต้องทำอะไร หน้าที่หลักๆของน้องเก๋ ก็คือเป็นแม่ศรีเรือนคอยดูแลเอาใจใส่เรื่องของงานบ้านทั่วไป ส่วนเรื่องการหากินนั้น แชมป์โลกวัย 30 ปีเป็นผู้จัดการเองทั้งหมด

ด้วยความที่ยังอ่อนต่อโลกกว้างประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตวิถีชาวกรุ่งนั้นยังมีมากไม่เพียงพอทำให้ "เจ้าตั้ม"ต้องดิ้นรนหางานทำเพื่อเลี้ยงปากท้อง งานแรกที่นักชกขวัญใจชาวไทยทำนั้นก็คือ รปภ. พนักงานรกษาความปลอดภัย ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลบางนา เงินเดือนที่ได้เพียงทางเดียวจากนักมวยสู้ชีวิตทำให้ความเป็นอยู่ของนักชกรายนี้ไม่สวยหรูเหมือนในละคร เดือนละ 1 หมื่นบาท กับค่าเช่าห้องเดือนละ 1.5 พันบาท หลายมื้อก่อนที่เงินเดือน รปภ.จะออก ศรีสะเกษ และ น้องเก๋ ต้องนั่งซดน้ำต้มประหมี่กึ่งสำเร็จรูปหลายครั้งหลายครา บางทีก็เก็บอาหารกระป๋องที่ใกล้หมดอายุจากถังขยะกลับมายังห้องพัก เพื่อรับประทานกับแฟนสาวอย่างเอร็ดอร่อยมีความสุขในวิถีชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา

อย่างที่ทราบกันดีว่าแชมป์โลก WBCรุ่นฟลายเวต 112 ปอนด์นั้นชื่นชอบการชกมวยเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งเพื่อนของ ศรีสะเกษ ติดต่อมาว่า  "พี่หำ" ทรายทอง ศรีประจันต์ ที่มีค่ายมวยศิษย์ทรายทองเป็นของตนเองและทำมวยสากลส่งต่อยเมืองนอกและชกในเมืองไทยกับมวยสร้างโปรโมชั่นดังๆแนวหน้าของประเทศไทย ต้องการนักมวยไปชกต่างประเทศ และนี่คือจุดเริ่มต้นของเจ้าแหลมก่อนที่จะสร้างประวัติศาสตร์

ความที่มีหัวใจเป็นนักสู้และชอบมวยเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้วประกอบกับ เงินรางวัลค่าตัวในการชกต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตของ เจ้าแหลมนั้นมันมากพอที่จะปะทังชีวิตคู่ของเขาให้รอดพ้นความลำบากไปได้ช่วงเวลาหนึ่งทำให้นักชกประวัติศาสตร์ของไทยรายนี้ตัดสินใจเดินทางไปชกยังประเทศญี่ปุ่น กับ อากิระ ยาเอกาชิ นักชกเจ้าถิ่นในขณะนั้นดีกรีแชมป์ภาคและตะวันออกไกล OPBF รุ่นไลท์ฟลายเวต 108 ปอนด์เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2552 เจ้าแหลมเทิร์นโปรชกมวยสากลอาชีพครั้งแรกไฟต์นี้และแพ้น็อกในยกที่ 3 กลับมาก้มหน้าก้มตาทำงาน รปภ.ต่อที่เซ็นทรัลบางนา อีก 3 เดือนต่อมา "เจ้าแหลม" มีโอกาสเดินทางไปชกที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งกับมวยสร้างแดนปลาดิบ

ซึ่งครั้งที่ 2 การชกมวยสากลอาชีพนี้ ความพ่ายแพ้ยังคงอยู่เคียงข้างเขาอยู่ ความพ่ายแพ้ครั้งที่กับการชกมวยสากลอาชีพครั้งที่ 2 ของศรีสะเกษมาพร้อมกัน จากนั้น ทรายทอง ศรีประจัน ก็เข้ามาดูแลคิวชกของ นายวิศักดิ์ศิลป์ วังเอก ไปดดยปริยาย การตัดสินใจหันมาชกมวยสากลอาชีพของ นักชกจากศรีสะเกษ ครั้งนี้เป็นการชกแบบไม่คิดอะไรชกหาเงินไปก้เท่านั้นทำให้ฟอร์มการชกและผลการชกออกมาอย่างที่เห็นๆกันอยู่

"เจ้าตั้ม"ชกมวยไปพร้อมกับทำงานเป็น รปภ.โดยที่ไม่มีจุดมุ่งหมายหวังเพียงเงินค่าตัวที่จะเอามาจับจ่ายใช้สอยในครอบครัวเล็กของตน แต่การเดินทางชกต่างประเทศนั้นจะมีสถิติที่แพ้อย่างเดียวไม่ได้ ลูกพี่ของ เจ้าแหลม

ในขณะนั้น "พี่หำ" หารายการชกในเมืองไทยให้ ศรีสะเกษ ได้พบกับชัยชนะบ้างเพื่อที่จะสามารถเดินทางไปโกยเงินต่อยังต่างประเทศ นักชกขวัญใจช่าวไทยชกในเมืองไทยอีก 2 ครั้ง เสมอ 1 ชนะ 1 ทำให้สถิติการชกดูดีขึ้นมานิดและสามารถเดินทางไปชกที่ต่างประเทศง่ายขึ้น และครั้งสุดท้ายในการเดินทางไปชกต่างประเทศแบบไร้สังกัดไร้จุดมุ่งหมายก็เกิดขึ้น นักชกเลือดอีสาน เดินทางไปแพ้คะแนนให้กับ เคนจิ โอบะ นักชกญี่ปุ่นคู่ปรับ โยตะ ซาโตะ  ที่เป็นคู่ปรับของศรีสะเกษ ในการชิงแชมป์โลกครั้งแรกในเวลาต่อมา หลังจากการชกไฟต์ดังกล่าวนี้ ศรีสะเกษ มีโอกาสได้ชกกับนักชกไทยครั้งสุดท้ายก่อนจะย้านมาซบค่ายนครหลวง 
 
ไฟต์นั้น เจ้าแหลม ชกกับ แสน ปัฐวิกรยิมส์ หรือ นวพล นครหลวงโปรโมชั่น ผลการชกคือเสมอกันแบบสนุก จากนั้น นักชกเลือดอีสานตัดสินใจออกจากงาน รปภ.แล้วหันมาเดินสายชกมวยไทย 4-5 ไฟต์ก่อนที่ ทรายทอง ศรีประจันต์ จะขายแชมป์โลกขวัญใจชาวไทยให้กับค่ายนครหลวงโปรโมชั่นของ "เสี่ยฮุย" สุรชาติ พิสิฐวุฒินันท์ ด้วยค่าตัว 5 หมื่นบาท และนี่คือจุดเริ่มต้นของ ตำนานแชมป์โลกประวัติศาสตร์ของประเทศไทย