x
x

บทสรุปกิเลนผยองซีซั่น 2560 "ปีแห่งความหวือหวา"

ปิดฤดูกาลไปที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หลังจากคว้าแชมป์โตโยต้าลีกคัพได้สำเร็จ ในเกมเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ในฤดูกาลนี้ ถือเป็นปีที่หลากหลายรสชาติ สำหรับทีมกิเลนผยอง มีหลายประเด็นร้อนให้เราได้พูดถึงกัน ซึ่งเราจะไปลองไล่เรียงเหตุการณ์ของพวกเขาตั้งแต่ต้นฤดูกาล

1)  ปล่อยธนบูรณ์ เกษารัตน์ และคลีตัน ซิลวา

เมืองทอง ขายนักเตะตัวหลักของทีม "ตั้ม ธนบูรณ์" ให้กับเชียงราย ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก 50 ล้านบาท รวมถึง สุริยา สิงห์มุ้ย ก็ย้ายไปพร้อมธนบูรณ์
    
ไม่ใช่แค่ธนบูรณ์ แต่ เมืองทอง ปล่อยตัวผู้เล่นอีกหลายคน ให้กับเทโร ทั้ง กษิเดช เวทยาวงศ์, วีระวุฒิ กาเหย็ม , วิษณุศักดิ์ แก้วเรือง และมาริโอ อบรานเต้  ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงทีมไม่น้อย

 

และคีย์แมน อีกคนที่เมืองทองตัดสินใจขายไป คือ คลีตัน ซิลวา ดาวซิลโวซีซั่นที่แล้ว ที่ย้ายไปอยู่ เซี่ยงไฮ้ เฉินซิน ทีมระดับลีกรองของจีน ในขณะที่การซื้อเข้ามาช่วงต้นซีซั่น มีตัวหลักๆคือ อี โฮ กองกลางดีกรีทีมชาติเกาหลีใต้ , เซลิโอ, รัชพล นาวันโน และ ประสิทธิ ผดุงโชคเท่านั้น

2) เปิดฉากอย่างดุดัน

 

ในโปรแกรมไทยลีก เมืองทอง ลงเล่น 13 เกมแรก นำโด่งเป็นจ่าฝูง ด้วยผลงาน ชนะ 11 เสมอ 1 แพ้ 1 เกมเดียวที่พวกเขาแพ้ คือแพ้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
    
นอกจากนั้นยังยิงประตูได้ถล่มทลาย ยิง 33 ลูกจาก 13 เกม เฉลี่ยเกือบนัดละ 3 ประตู นักเตะทุกคนเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นเต็งแชมป์ ณ เวลานั้น

3) สารัช เจ็บยาว 8 เดือน

สารัช อยู่เย็น เป็นคีย์แมนของเมืองทอง แต่ในเกมนัดที่ 2 ของฤดูกาลที่เล่นในบ้านพบสุโขทัย เขาโดนพิชิต ใจบุญ ดาวเตะทีมเยือน สอยไปที่ข้อเท้าเต็มๆ จนเล่นต่อไม่ไหว นำส่งโรงพยาบาลทันที
    
ปรากฎว่า สารัช เจ็บหนักถึงขั้นข้อเท้าหัก และแพทย์ ประเมินอาการขั้นต่ำไว้คือ ครึ่งปี แต่กว่าที่สารัชจะกลับมาเล่นได้จริงๆ ต้องรอจนถึงเดือนตุลาคมเลยทีเดียว ถือเป็นอาการเจ็บที่ยาวนานมาก อย่างไรก็ตาม สารัชคัมแบ็กกลับมาได้ช่วงปลายฤดูกาล และกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงได้ในภายหลัง

4) ผลงานยอดเยี่ยมในแชมเปี้ยนส์ลีก

 

เมืองทองเคยมาเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก มาก่อนแล้วในฤดูกาล 2013 แต่ตอนนั้นตกรอบแบ่งกลุ่มแบบไม่ชนะใคร อย่างไรก็ตาม พวกเขา วางแผนมาได้ดีมากในเกมระดับทวีป ในซีซั่นนี้

เมืองทอง อยู่ในสายที่ค่อนข้างยาก มีคาชิม่า แอนท์เลอร์ส ดีกรีแชมป์ญี่ปุ่น , อุลซาน ฮุนได จากเกาหลีใต้ และบริสเบน รอร์ จากออสเตรเลีย แต่พวกเขาก็เอาชนะได้ในบ้านทั้งสามเกม และแพ้เกมเยือนแค่นัดคาชิม่าเท่านั้น
    
แม้กิเลนผยอง จะตกรอบ น็อกเอาต์ด้วยการพ่ายแพ้คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ ขาดลอย แต่การเข้ารอบมาได้เป็นครั้งแรก ก็ถือเป็นความก้าวหน้าไปอีกขั้น

5) จุดเปลี่ยนสำคัญ แพ้น้องใหม่ สามแมตช์รวด

 

เมืองทอง เป็นจ่าฝูงไทยลีกก็จริง แต่พวกเขา ไปหลุดแพ้ทีมน้องใหม่ ทั้งสามทีมอย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มจากแพ้ไทยฮอนด้า 1-0 ตามด้วย แพ้ท่าเรือ และอุบล ยูเอ็มทีคาบ้านด้วยสกอร์เดียวกัน คือ 2-3
    
นั่นทำให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พลิกสถานการณ์กลับมาแซง เป็นจ่าฝูง นอกจากนั้นช่วงปลายฤดูกาล เมืองทอง ก็ยังแพ้ อุบล ยูเอ็มที ในเกมเยือน แพ้ไทยฮอนด้าคาบ้าน และเสมอ ท่าเรือที่แพท สเตเดี้ยม เท่ากับว่าการเจอน้องใหม่ 6 นัด พวกเขาเสมอ 1 แพ้ 5 มีการยกสถิติขึ้นมาว่า ถ้าเมืองทองเก็บชัยชนะได้เหนือน้องใหม่ทั้งหมด พวกเขาจะกลายเป็นแชมป์ไทยลีกในซีซั่นนี้แล้ว

6) ปล่อยชนาธิป สรงกระสินธ์ ให้คอนซาโดเล่ ซัปโปโร

 

เป็นความฝันของชนาธิป ในการย้ายไปเล่นในเจลีก ดังนั้นเมื่อคอนซาโดเล่ ติดต่อมา ทางกิเลนผยอง จึงปฏิเสธไม่ได้ เพื่ออนาคตของเจเอง
    
ชนาธิป ย้ายไป และมีส่วนทำให้คอนซาโดเล่ รอดตกชั้นในซีซั่นนี้ แต่ผลเสียก็กลับมาสู่เมืองทอง เพราะขาดเพลย์เมกเกอร์ ที่คอยสร้างสรรค์เกม มีการพยายามเอา ประกิต ดีพร้อม มาเล่นแทน หรือ ถอยธีรศิลป์ ลงมายืนเฉพาะหน้าในบางเกม
    
ถือเป็นเรื่องที่กิเลน ต้องวางแผนแก้ไขต่อไปในซีซั่นหน้า กับการหาเพลย์เมกเกอร์ระดับนี้มาสู่ทีม เพราะผู้เล่นอย่างชนาธิป ไม่ได้หากันง่ายๆอยู่แล้ว 

7) เสริมตัวรุกครบเซ็ต อัสซัมเซา-เฮแบร์ตี้ - สิโรจน์

 

กิเลนผยอง หลังจากปิดครึ่งฤดูกาล พวกเขาเดินหน้า ซื้อผู้เล่นเข้ามาหลายตัว ตั้งแต่เฮแบร์ตี้ เฟร์นันเดซ ที่ซื้อมาจากอัล ชาบับ ในซาอุดิอาระเบีย โดยจริงๆซื้อมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แล้ว แต่ยังใช้การไม่ได้ ต้องรอตลาดรอบสองเปิดเสียก่อน
    
เลอันโดร อัสซัมเซา ดึงมาจากศรีสะเกษ ซึ่งเลอันโดร ก็ยิงประตูให้ทีมได้อย่างต่อเนื่องช่วงเลกที่ 2 กับอีกรายคือสิโรจน์ ฉัตรทอง หัวหอกของอุบล ยูเอ็มที ซึ่งมีข่าวว่า ค่าตัวสูงราว 15 ล้านบาทเลยทีเดียว
    
จากนั้นโค้ชแบน ได้แนวรุกที่ลงตัวมากขึ้น โดยการวางสามประสาน มุ้ย อัสซัมเซา และ เฮแบร์ตี้ แต่กว่าจะได้สูตรที่คลิก ทีมก็เสียแต้มไปหลายนัดเหมือนกัน

8 ) คว้าตัวชาริล ชัปปุยส์ ดาวเตะที่รอคอย

 
เมืองทอง เล็งจะคว้าตัวชาริล ชัปปุยส์ มานานมาก ตั้งแต่อยู่บุรีรัมย์แล้ว ก่อนที่นักเตะจะโยกไปสุพรรณบุรี ซึ่งหลังจากทาบทามอยู่นาน เมืองทองก็คว้าชัปปุยส์ มาเสริมทัพได้สำเร็จ
    
โดยเซ็นสัญญากันในระยะเวลา 4 ปี และคาดว่าชัปปุยส์ เป็นนักเตะไทยที่มีรายได้ต่อเดือนสูงที่สุดในประเทศ  ราว 1 ล้านบาทต่อเดือน แต่เมืองทองก็ต้องเสียสุพรรณ ทองสงค์กองหลังอนาคตไกล ไปให้กับสุพรรณบุรี เป็นการแลกเปลี่ยน

9) ผลงานแย่ในลีก แต่ดีในบอลถ้วย

 

ในไทยลีก เมืองทองทำแต้มหลุดไปหลายนัด พวกเขาอาจไม่แพ้คู่แข่ง แต่ก็หลุดเสมอตลอด จนโดนบุรีรัมย์ที่ชนะรวด ทำแต้มฉีกหนีไปไกลเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในบอลถ้วย ผลงานโดยรวมถือว่าดีมาก ศึกเอฟเอคัพ พวกเขาไปถึงรอบรอง แต่ไปแพ้เชียงราย ยูไนเต็ด จากการดวลจุดโทษ
    
ขณะที่โตโยต้าลีกคัพ เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ได้ล้างตากับเชียงราย ก่อนเอาชนะไปได้ 2-0 คว้าโทรฟี่ไปหนึ่งใบในฤดูกาลนี้ และได้สิทธิไปแข่งรายการแม่โขงคลับ แชมเปี้ยนชิพ กับทีมเพื่อนบ้านต่อไป

10) ต่อสัญญาโค้ชแบน ด้วยตัวเลขสถิติ

 

หลังจบศึกลีกคัพ เพียงไม่กี่วัน เมืองทอง ก็ประกาศต่อสัญญากับ ธชตวัน ศรีปาน เฮดโค้ชของทีม ทันที ในระยะเวลา 2 ปี พร้อมด้วยค่าจ้างสูงเป็นสถิติถึง 1 ล้านยูเอสดอลลาร์ หรือประมาณ 33 ล้านบาท

ซึ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองทอง ไม่เคยจ้างโค้ชคนไหนด้วยราคาสูงขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม กับผลงานที่เป็นรูปเป็นร่าง ทำให้สโมสรเลือกต่อสัญญา กับโค้ชแบนต่อไป ดังนั้น ก็ต้องติดตามต่อไปว่า เมื่อยังรักษาโค้ชคนเก่งอยู่กับทีมไว้ได้ พวกเขาจะมีผลงานที่พัฒนาขึ้นจากเดิมหรือไม่ในซีซั่นหน้า